Yes SEO vs No SEO

การทำ SEO คือการไม่ทำ SEO

อ่านหัวเรื่องบทความนี้อาจจะเกิดอาการงุนงงนิดหน่อย “การทำ SEO คือการไม่ทำ SEO” สรุปแล้วคือทำหรือไม่ทำกันแน่.. ? มันเป็นประโยคใช้พูดเปรียบเทียบให้คิด ว่าหากเราต้องการจะให้อันดับเว็บไซต์ของเราโผล่ขึ้นมาอันดับต้นๆของผลการค้นหา แต่พยายามทำตามคู่มือสอน SEO มาก็เยอะ ใช้เทคนิคจากเซียนมาก็มาก แต่ทำไมเว็บไซต์ถึงกลับไม่มีอันดับดีเสียเลย หากเราเจอปัญหาแก้ไม่ตกแบบนี้ ลองปล่อยวางเรื่องของ SEO ที่เรียนมาทั้งหมด แล้วลองทำเว็บไซต์แบบที่หัวสมองปลอดโปร่งโล่งสบาย ไม่ต้องคิดเยอะเรื่อง SEO ให้ปวดหัว เว็บไซต์ของเราอาจจะอยู่ดีๆก็อันดับพุ่งมาติดหน้าแรกเลยก็เป็นได้

บางคนยิ่งอ่านยิ่งงง ขนาดทำ SEO ตามเทพๆที่สอนแล้วยังไม่ติดอันดับ ถ้าไม่ทำ SEO มันจะไม่ยิ่งเละไปกันใหญ่หรอ.. คือต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า หลักการ SEO นั้น หากเราทำตามขั้นตอนที่เรียนมาจากผู้รู้จริง และให้เวลามันอย่างเหมาะสม โดยส่วนใหญ่ก็จะมีอันดับเว็บที่ดีขึ้นแน่นอน แต่ปัญหาคือนิสัยของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนจะไปยึดติดมากเกินในบางเรื่องที่เรายังอาจจะถามข้อมูลมาไม่หมด แบบว่าครูที่สอนมาเขาบอกว่าสร้างเน็ตเวิร์คส่วนตัวช่วยดันอันดับเว็บไซต์จะได้ผลดี ไอเราก็ฟังมาแค่นั้นแล้วมารีบหาทุ่มเงินซื้อโดเมนมาสร้างเน็ตเวิร์ค ทำรัวๆติดๆกันในปริมาณมหาศาล แต่ในที่สุดเว็บไซต์ทำเงินของเราก็ไม่มีอันดับสักที ดีไม่ดีบางเว็บมีอันดับอยู่แล้ว ใส่ลิงค์เน็ตเวิร์คเข้าไปทีถึงกลับอันดับร่วงหนักกว่าเดิมอีก ความต่างระหว่างการทำของเรากับครูผู้สอนคือระยะเวลา เพราะการทำลิงค์จากเน็ตเวิร์คส่วนตัวต้องใจเย็นและค่อยๆทำ เพื่อให้มันโตไปตามธรรมชาติ ยังมีอีกหลายรูปแบบการทำที่ครูผู้สอนทำได้ผล แต่เราทำไม่ได้ผล เพราะความละเอียดในการทำค่อนข้างต่างกันในแต่ละคน

ถ้ารู้สึกว่า SEO ทำยาก ก็ไม่ต้องคิดทำ SEO ก็สิ้นเรื่อง

หากว่าเราเป็นคนฟุ้งซ่านง่าย แถมทำเท่าไหร่อันดับก็ไม่มา ลองปล่อยวางทุกอย่างแล้วโฟกัสที่สิ่งๆเดียว นั่นคือ “การทำเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน” ประโยชน์ในที่นี้หมายถึงว่า หากเราทำเว็บฟุตบอลออนไลน์ ก็ควรลงรายละเอียดที่ตัวเว็บให้ดี ข้อมูลข่าวสารฟุตบอลต้องครบ ผลบอลต้องมีให้ผู้เข้าชมดูได้ง่าย รองรับการเข้าผ่านมือถือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานในกลุ่มเป้าหมายของเรา ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องคีย์เวิร์ดหรือไตเติ้ลเว็บจนมันดูไม่ค่อยเหมาะสม ให้เราลืมเรื่องการทำ SEO ทั้งหมดซะ อันดับเว็บอาจจะเด้งมาอันดับ 1-3 ในหน้าแรกของผลการค้นหาก็ได้ อย่าลืมว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 ปัจจัยที่จะนำมาคำนวนอันดับ แต่มีเป็นร้อยปัจจัยที่เราเองก็ไม่สามารถรู้ได้เพราะเป็นความลับในธุรกิจของผู้ให้บริการ Search Engine

เพียงแต่ว่า หากเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ผู้ใช้งานนี้เองที่จะเป็นตัวสะท้อนคะแนนในเชิง SEO ให้กับเว็บของเราในด้านบวก เขามักจะมีการแชร์บอกต่อ หรือยืมเนื้อหาบางส่วนของเว็บเราไปโพสและให้เครดิตกลับมายังเว็บเรา มันจะโตของมันเองโดยที่เราไม่ต้องมานั่งสนใจเรื่องของ SEO ให้ปวดหัวเลย อย่าลืมว่า Search Engine ย่อมอยากให้เว็บที่มีคุณภาพอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา เพื่อตอบสนองผู้ใช้บริการค้นหาได้เป็นอย่างดี ธุรกิจเว็บค้นหาจึงจะไปต่อได้ เมื่อผู้ให้บริการเว็บค้นหาต้องการเว็บคุณภาพมาแสดงผล เราก็แค่สร้างเว็บคุณภาพขึ้นมาและให้เวลากับมัน ก็แค่นี้เอง ไม่ต้องไปคิดรายละเอียดย่อยเรื่องการวางตำแหน่งบทความ มี H1 H2 H3 กี่อัน ปวดหัวปล่าวๆ

อ่านแล้วลองนำไปทำตามดู รับรองว่าเว็บไซต์ของเราจะมีอันดับดีขึ้นทั้งในคีย์เวิร์ดหลักที่ต้องการให้ติดหน้าแรก รวมไปถึงคีย์เวิร์ดรองด้วย เพราะผู้ใช้งานจะเป็นตัวสะท้อนคุณภาพของเว็บเราเอง แต่ถ้าใครทำ SEO ตามเทคนิคที่หลายๆเว็บสอนแล้วมีอันดับดีอยู่แล้วก็ทำต่อไปนะครับ ไม่ต้องย้ายสายมาเริ่มวางแผนนับ 1 ใหม่ บทความนี้สำหรับคนที่ชอบคิดเยอะเกินไป ทำเท่าไหร่เว็บก็ไม่มีอันดับ ต้องเปลี่ยนความคิดให้สมองโล่งๆและทำแบบสบายๆอาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

Keywords SEO

คีย์เวิร์ดหลัก คีย์เวิร์ดรอง ควรทำอะไรก่อนหลัง ?

จากที่ได้ศึกษาวิธีการทำ SEO จากหนังสือสอน SEO มาหลายเล่ม เข้าคอร์สเรียนมาก็เยอะ ส่วนใหญ่ผู้สอนจะเน้นพูดถึงเรื่องของคีย์เวิร์ดมากที่สุด เพราะมันเป็นกุญแจดอกแรกที่จะทำให้เรารู้ทิศทางการทำขั้นตอนต่อไปได้ว่าจะไปในทิศทางไหน หากยังไม่รู้ว่าคีย์เวิร์ดที่จะทำคือคำว่าอะไร การทำ SEO คงไม่ต่างจากเดินป่าแบบไร้เข็มทิศแน่นอน จะออกแบบ On Page ก็ไม่ค่อยถูก จะทำ Backlinks ก็ไม่รู้จะหาเว็บแนวไหนดีจึงจะเหมาะสม ดังนั้น คีย์เวิร์ดถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการทำ SEO เลยก็ว่าได้ แต่เมื่อเราศึกษาดูแล้วจะพบว่า ในการทำ SEO แต่ละเว็บ เราไม่ควรทำเพียงคีย์เวิร์ดใดคีย์เวิร์ดหนึ่ง อย่างน้อยๆก็ควรจะมีสัก 2-3 คีย์เวิร์ดในการทำอันดับ เพื่อให้โดยรวมเว็บมันดูไม่ผิดธรรมชาติจนเกินไป อย่างเช่น ถ้าเราทำเว็บขายโลชั่นผิวขาว แล้วเนื้อหาในเว็บก็มีการเน้นแต่คำว่าโลชั่นผิวขาวจนเละเทะไปหมด มันคงดูไม่สวยงามนัก แถมการเรียบเรียงเนื้อหาให้ดูน่าอ่านต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็จะเป็นเรื่องทำได้ยากถ้าเน้นแค่คำใดคำหนึ่ง ดังนั้น ในแต่ละหน้าเว็บเพจ เราจึงควรมีคีย์เวิร์ดเป้าหมายหลักไว้สัก 1 คำ และมีคีย์เวิร์ดสำรองอีกสัก 2-3 คีย์เวิร์ด

ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์เวิร์ดหลักกับคีย์เวิร์ดรอง

แน่นอนว่าหากเราเลือกจะทำอันดับในคำค้นหาหลักเป็นคำว่า “สบู่ผิวขาว” คีย์เวิร์ดรองก็ควรใช้คำค้นหาที่อยู่ในหมวดเดียวกันและมีความสัมพันธ์กันมากที่สุดด้วย เช่น สบู่ทาตัวขาว สบู่ทาผิวขาว แบบนี้เป็นต้น ยิ่งมีความสัมพันธ์กันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้การทำอันดับคีย์เวิร์ดหลักง่ายขึ้นมากเท่านั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้ง่ายขึ้นเฉพาะคีย์เวิร์ดหลักเท่านั้น ในการทำ SEO เวลาเราเริ่มต้นทำคีย์เวิร์ดใดคีย์เวิร์ดหนึ่ง คำค้นหาใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดของเราก็มักจะติดอันดับขึ้นมาเองด้วย อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้เราไมได้คิดเรื่องคีย์เวิร์ดรองมาไว้ก่อน แต่เวลาทำจริงๆมันก็จะมีคำค้นหาอื่นที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดหลังของเรา โผล่ขึ้นมาติดอันดับหน้าแรกของผลการค้นหาในคำๆนั้นด้วย

ไหนๆมันก็ส่งผลแบบนี้แล้ว ทำไมเราไม่กรองคำเหล่านั้นมาตั้งแต่แรกซะเลยล่ะ คัดมาเฉพาะคำที่มีคนค้นหา ถึงจะค้นหาน้อยกว่าคีย์เวิร์ดหลักของเราแต่ก็ยังดีกว่าไปติดอันดับในคำที่ไม่มีคนค้นหา มันไม่มีประโยชน์ หากเรารู้จักกรองคีย์เวิร์ดรองมาด้วยตั้งแต่แรก เวลาออกแบบ On Page ก็ปรับแต่งให้มีทั้งคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง มันจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้คีย์เวิร์ดรองมันอันดับไปด้วยเวลาที่ทำ SEO ในคีย์เวิร์ดหลัก และในทางกลับกัน เวลาทำ SEO คีย์เวิร์ดรอง คีย์เวิร์ดหลักมันก็จะส่งผลดีตามไปด้วย อันนี้เป็นธรรมชาติในกระบวนการจัดอันดับเว็บไซต์สำหรับ Search Engine ของ Google การทำแบบนี้จะมีข้อดีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็ที่บอกไปข้างต้นแล้วว่า ดันคีย์ไหน คีย์ใกล้เคียงก็มักจะมีอันดับไปด้วย แต่ข้อดีอีกข้อก็คือ มันเป็นการทำ SEO แบบดูแล้วเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ในเว็บไซต์มีสแปมคีย์เวิร์ดเดียวเยอะๆ แบบนี้คงจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน

คีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง มันจะไปพร้อมกันตามธรรมชาติ

หากใครที่คาใจอยู่ในตอนแรกว่าจะทำคีย์เวิร์ดหลักหรือรองก่อนดี ตอนนี้คงเข้าใจกลไกการจัดอันดับของ Search Engine กันแล้ว ไม่ว่าจะทำคีย์เวิร์ดหลักที่มีคนค้นหามากกว่าก่อน หรือทำพวกคีย์เวิร์ดรองที่มีคนค้นหาน้อยก่อน อันดับทั้งคีย์หลักและรองมันก็จะไปพร้อมๆกัน ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นคีย์เวิร์ดรองอันดับมาไวกว่าเป็นประจำ เพราะปริมาณคู่แข่งจะน้อยกว่า มีไม่กี่คีย์เวิร์ดที่คำค้นหารองจะมีการแข่งขันสูงกว่าคำค้นหาหลัก ส่วนใหญ่ถ้าคีย์เวิร์ดรองคู่แข่งเยอะกว่า มักจะเป็นพวกคีย์เวิร์ดที่สามารถปิดการขายได้ดีกว่าถึงแม้จะมีปริมาณค้นหาน้อยกว่าคำอื่นในตลาดกลุ่มเดียวกัน แต่บางคนก็จะเรียกคำค้นหาที่ปิดการขายได้ดีกว่าว่าเป็นคีย์เวิร์ดหลัก ไม่ได้วัดจากปริมาณค้นหา อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของนักทำ SEO แต่ละคน

สิ่งที่เราควรทำอย่างสม่ำเสมอหลังจากคัดกรองคีย์เวิร์ดหลักและรองได้แล้ว คือการหมั่นอัพเดทเนื้อหาให้เว็บไซต์อยู่สม่ำเสมอ หากเป็นเว็บแบบปิดการขายในหน้าเดียว ก็สร้างลิงค์ไปยังคลังเก็บบทความเพื่อให้บอทของ Search Engine ไต่ไปเก็บข้อมูลและเห็นว่าเว็บเรามีการอัพเดทอยู่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็อย่าลืมการทำ Off Page ในเรื่องของ Backlinks เว็บไหนคุณภาพดีและมีเนื้อหาใกล้เคียงกับเว็บเรา จะไปแลกลิงค์กับเขาก็ไม่เสียหาย หรือถ้าเจอเว็บคุณภาพที่สามารถสร้างลิงค์ย้อนกลับได้ฟรีก็อย่าได้รอช้า ทยอยสร้างอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม รับรองว่าอันดับจะค่อยๆขยับขึ้นและก้าวมาสู่หน้าแรกของผลการค้นหาได้อย่างแน่นอน จำไว้ว่าการทำ SEO ต้องรู้จักอดทน รอคอยได้ และทำสม่ำเสมออยู่ตลอดแม้ว่าวันนึงอันดับเว็บเราจะติด Top 1 แล้วก็ตาม อย่าได้ละเลยหยุดกระบวนการเหล่านี้ ไม่งั้นเว็บเราก็สามารถร่วงจาก Top 1 ไปอยู่ Top 100 ได้เหมือนกัน

ขั้นตอนทำ SEO

4 ขั้นตอนรวบรัดการทำ SEO ที่ถูกต้อง

เมื่อเราอยากจะลองทำ SEO ดูสักครั้ง อย่างแรกเราจำเป็นต้องวางแผนและจัดอันดับว่าจะทำอะไรก่อนหลังให้ดี ไม่งั้นพอเริ่มทำไปได้สักครึ่งทางแล้วจะปวดหัวแน่ ต้องมาแก้กันยาว ในงานทุกอย่าง หากเรารู้จักคิดแผนในหัวคร่าวๆ แล้วลงมือวาดมันออกมา ย่อมทำให้งานชิ้นนั้นเสร็จได้ไว้ยิ่งขึ้น เนื้องานที่ออกมาก็ดีเช่นเดียวกัน เรามาดูขั้นตอนการทำ SEO ที่ถูกต้องกันหน่อยดีกว่า

1.ค้นหาคีย์เวิร์ด

จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย เพราะคีย์เวิร์ดถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด เราต้องเลือกคีย์เวิร์ดให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา เช่น กิจการเราทำเกี่ยวกับร้านอาหาร และมีเพียงสาขาที่ภูเก็ตแห่งเดียว การเลือกคีย์เวิร์ดว่า “ร้านอาหารภูเก็ต” ย่อมเป็นคำที่เหมาะสมกว่าใช้คำว่าร้านอาหารเฉยๆ เพราะมันกว้างเกินไป ยิ่งคีย์เวิร์ดกว้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอคู่แข่งเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว และถ้าธุรกิจเราไม่สามารถทำเงินได้ดีพอในคีย์เวิร์ดกว้างๆ จะมัวไปเสียเวลาแข่งทำไม นอกจากนี้ หากใส่เพิ่มเป็น “แนะนำร้านอาหารภูเก็ต” ก็อาจจะยิ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายเรามากขึ้นและคู่แข่งจะลดลงอีก คนที่จะเดินทางมาเที่ยวภูเก็ตอาจมีการใช้คำนี้ในการค้นหาด้วย ซึ่งข้อนี้เราก็ต้องไปดูสถิติจริงในเครื่องมือ Keyword Planner ของ Google ว่ามีคนค้นหาเยอะหรือน้อยแค่ไหน

2.วิเคราะห์คู่แข่งจากหน้า Search Engine Results Page

เมื่อได้คีย์เวิร์ดมาแล้ว สิ่งต่อมาก็ต้องเอาคีย์มาค้นหาดูก่อน แล้ววิเคราะห์ปริมาณของคู่แข่งว่าเยอะหรือน้อยแค่ไหน หากเจอเว็บใหญ่มาอยู่ติดหน้าแรกเยอะๆ ก็ถือว่ามีการแข่งขันยากพอสมควร แต่อย่าพึ่งถอดใจไป เพราะคีย์เวิร์ดส่วนใหญ่ พวกเว็บใหญ่ก็จะมีอันดับกันอยู่แล้วหลายคีย์ ถึงแม้เราจะเป็นเว็บไซต์เล็กๆหรือพึ่งเปิดเว็บใหม่ก็ตาม ก็สามารถพุ่งทยานติดอันดับ 1 ในผลการค้นหาได้

ณ เวลาที่เขียนข้อมูลนี้ จากการสังเกตุจะพบว่าเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในหมู่มาก เวลาเว็บเหล่านี้เขียนเนื้อหาใหม่ Google มักจะนำมาจัดอันดับให้ไวกว่าและอันดับดีกว่าเนื้อหาใหม่ของเว็บรายย่อย แต่เว็บรายย่อยก็สามารถแซงได้ไม่ยากนัก หากในหน้าของเว็บใหญ่ที่ติดอันดับนั้นไม่ได้มีการส่งเสริมด้าน Off Page SEO สักเท่าไหร่ การจะวิเคราะห์ว่ามีความแข็งแกร่งในเรื่องของ Off Page มากน้อยแค่ไหนก็ต้องเอาไปวัดดูจากเว็บเช็ค Backlink หรือเว็บอื่นๆที่มีบริการ Spy คู่แข่ง ข้อมูลตรงนี้จะไม่ขอเขียนในบทความนี้ เพราะเรื่องของการวิเคราะห์เว็บคู่แข่งอย่างเจาะลึกมันจะยาวเกินไป สามารถเขียนเป็นหนังสือเล่มโตได้เลย เอาเป็นรู้คร่าวๆก่อนแล้วที่เหลือหากมีโอกาสจะนำมาแบ่งปันเพิ่มเติมให้ในภายหลังสำหรับส่วนนี้นะครับ

3.Search Engine Optimisation On Page

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะทำคีย์เวิร์ดไหน “เอาวะ ลองสักตั้ง” สิ่งต่อมาก็คือการปรับเว็บไซต์ให้เกี่ยวเนื่องกับคีย์เวิร์ดเราให้มากที่สุด โดยอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม ที่เขียนแบบนี้เพราะหากบอกแค่ว่าเกี่ยวข้องกันให้มากระหว่างเนื้อหากับคีย์เวิร์ด เคยเห็นบางคนเล่นสแปมคำค้นหารัวๆในเว็บ เช่นจะทำคำว่า “ร้านอาหารภูเก็ต” ก็เล่นใส่คำนี้ลงหน้าเว็บหว่านเป็นร้อยคำซ้ำๆ แบบนี้บางทีหากบอท Search Engine มาเก็บ มันอาจจะเอาไปทำอันดับดีให้เหมือนกัน เคยเห็นและทดลองทำไปอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดเว็บที่ใช้วิธีนี้จะโดนแบนกันถ้วนหน้า เมื่อเว็บ Search Engine มีการอัพเดทอัลกอริทึ่มใหม่ เว็บที่เข้าข่ายสแปมก็จะไม่ค่อยรอดกัน เพราะเป็นเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้เว็บเหล่านี้อันดับดี

ถ้าไม่อยากมาปั้นเว็บทำใหม่อยู่เรื่อยๆก็ควรจะทำอย่างใจเย็น เขียนเรื่องราวที่ดีต่อผู้ใช้งาน และเกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่เราเลือกมาทำ SEO พร้อมทั้งดูแลเว็บอย่างสม่ำเสมอ ให้ปลอดภัยจากพวก Hacker และปรับโครงสร้างเว็บให้ผู้ใช้งานดูผ่านอุปกรณ์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น เมื่อเว็บเรามีเนื้อหาที่ดี หน้าเว็บโหลดไวขึ้น รองรับการเข้าใช้งานจากหลายอุปกรณ์ นั่นเป็นสัญญาณว่าเว็บเรามีโอกาสขึ้นหน้าแรกของการค้นหาในคีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว

4.Search Engine Optimisation Off Page

ถ้าเรียกแบบภาษาคนทั่วไปเข้าใจง่าย คือการโปรโมทเว็บเราให้ดัง จะโปรโมทช่องทางไหนก็ได้ที่สามารถทำให้เว็บเราเป็นที่รู้จักมากที่สุด ช่องทางยอดนิยมในยุคนี้คงจะเป็นแหล่ง Social Network อย่าง Facebook, Twitter, Instagram เป็นต้น ยิ่งเข้าถึงผู้ใช้งานมากเท่าไหร่ โอกาสที่เว็บเราจะถูกแชร์ต่อๆไปก็มีมากขึ้นหากเว็บของเราสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ช่องทางที่จะทำการโปรโมทได้อีกก็คือการค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บของเรา แล้วเข้าไปโปรโมทผ่านเว็บเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่ดีหากเว็บไซต์ของเราเนื้อหาเกี่ยวข้องกับร้านอาหาร และได้รับลิงค์จากเว็บท่องเที่ยวหรือเว็บรีวิวร้านอาหาร เพราะมันจัดอยู่ในหมวดเดียวกัน คะแนนที่ทาง Search Engine ให้ต้องมากกว่าการได้รับลิงค์ย้อนกลับจากเว็บทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และข้อควรระวังคือพยายามอย่าไปสร้างลิงค์ในเว็บที่ดูไม่น่าเชื่อถือ เว็บที่โดนคนยำจนเละเทะ ในศัพท์ทาง SEO จะเรียกเว็บเหล่านี้ว่า Spam หากมีลิงค์จากเว็บขยะเหล่านี้กลับมามากๆ มันก็จะทำให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บเราก็เป็น 1 ในขยะเหล่านั้นเช่นเดียวกัน เลี่ยงไว้เป็นการดีที่สุด

หากเราทำ 4 ขั้นตอนข้างต้นอย่างมีระเบียบวินัยและสม่ำเสมอ ผู้เขียนเองยังไม่เห็นเลยว่าจุดที่จะทำให้เว็บไม่มีอันดับคือตรงข้อไหน ลองมองย้อนกลับไปที่เว็บ Search Engine เขาต้องการเว็บคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้งานพึงพอใจในผลการค้นหาที่ได้ ถ้าเราทำเว็บคุณภาพและเป็นประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป มีหรือจะไม่ติดอันดับ รู้แบบนี้ก็รีบลงมือทำกันได้แล้ว